บทที่ 12 เย็นชาแต่ใจดี
บทที่ 11
เย็นชาแต่ใจดี
จัสตินเริ่มเช็ดตัวให้เธอโดยเน้นเช็ดที่บริเวณแขนกับหน้าและลำคอเท่านั้น ถ้าเช็ดที่จุดอื่นอีกเขากลัวว่าจะทำให้ตัวเองเกิดอารมณ์ทางเพศได้
“คะ...คุณจัสติน”
ดูเหมือนว่าน้ำเย็นๆ จะทำให้คนไข้อย่างหล่อนเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น
“นอนอยู่เฉยๆ ไม่ต้องขยับ ไข้ขึ้นขนาดนี้เดี๋ยวกินยาและนอนต่อก็แล้วกัน”
ตอนแรกเธอยังคงมึนงงกับสิ่งที่เห็นเขาทำเมื่อตื่นขึ้นมา แต่พอได้ยินสิ่งที่เขาพูดและเห็นว่าชายหนุ่มกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเย็นๆ เช็ดไปที่เรียวแขนอย่างเบามือ หล่อนจึงได้รู้ว่าจัสตินกำลังเช็ดตัวให้เพราะเห็นว่าเธอไข้ขึ้น
“ขอบคุณนะคะ”
ขอบตาที่ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ของเธอ เริ่มมีน้ำตาปริ่มขึ้นมาเล็กน้อย เธอกำลังซึ้งใจ ซึ้งใจที่ชายหนุ่มยังคงมีน้ำใจให้กับตน
ทั้งที่หญิงสาวเป็นแค่ลูกหนี้และนางบำเรอ อันที่จริงเขาจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้ แต่ชายหนุ่มผู้นี้มีน้ำใจยิ่งนัก เขาไม่ปล่อยเลยตามเลย แถมยังเช็ดตัวให้ มันจึงทำให้เธอซึ้งใจและคิดถึงคุณพ่อที่จากไปได้หลายปีแล้ว
คราวนี้จากที่แค่น้ำตาคลอเบ้ามันกลายเป็นน้ำตาไหลราวกับเขื่อนแตก ความซาบซึ้งและคิดถึงคุณพ่อมันตีรวนกันไปหมด เป็นอีกครั้งที่เธอร้องไห้ต่อหน้าจัสติน
“นี่เธอร้องไห้ทำไม” ตกใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าหญิงสาวร้องไห้อย่างหนัก
“คุณทำให้ฉันคิดถึงพ่อค่ะ ตอนที่พ่อยังไม่เสีย เวลาฉันไม่สบายพ่อก็ดูแลอย่างนี้” หญิงสาวพูดออกมาเป็นภาษาไทย เพราะรู้ว่าเขาฟังรู้เรื่อง
“โธ่เอ๊ย... ทำเอาฉันตกใจหมด ขี้แยจริงๆ” ชายหนุ่มมีท่าทีหงุดหงิด แต่ทว่าอยู่ๆ ความสงสารมันก็ก่อตัวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มร้องไห้หนักขึ้น
‘จะปลอบยังไงดี ไม่เคยปลอบใครซะด้วย’
นี่คือปัญหาของเขาในตอนนี้ เนื่องจากเธอร้องไห้สะอี้นหนักแถมยังนอนกอดผ้าห่มอย่างน่าสงสาร
ความเข้มแข็งที่เคยมีมาถูกพังทลายเพียงเพราะความคิดถึง ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ จัสตินถึงรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งที่คนที่ร้องไห้ก็คือหญิงสาว ไม่ใช่ตัวเขา
อยู่ๆ ก็รู้สึกอย่างพูดปลอบใจให้หล่อนเลิกร้องไห้ และชายหนุ่มก็ไม่ใช่ผู้ชายปากแข็งเสียด้วยสิ เมื่อใจอยากจะพูดอะไรหรืออยากจะทำอะไร ถ้าทำได้เขาก็จะทำ
จัสตินไม่ได้พูดอะไรปลอบใจเธอเพราะไม่รู้จะพูดอะไร
หล่อนร้องไห้ออกมาเพราะความคิดถึงล้วนๆ ไม่ได้ร้องเพราะโดนทำร้ายหรือท้อแท้ต่อชะตาชีวิต ดังนั้นเมื่อพูดไม่ได้เขาจึงตัดสินใจปลอบใจหล่อนด้วยการกระทำแทน
มืออันแข็งแกร่งจับเธอลุกขึ้นนั่ง หญิงสาวได้แต่มองเขาอย่างงงๆ แต่ก็ต้องขยับตัวที่รู้สึกหนักอึ้งเพราะพิษไข้ลุกขึ้นนั่ง จากนั้นจัสตินก็ทำสิ่งที่เธอไม่คาดคิด
ชายหนุ่มตะกองกอดเธออย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางลูบไล้ผมนุ่มสลวยเบาๆ จากที่กำลังตกตะลึงกับอ้อมกอดอ่อนโยน ตอนนี้หล่อนรับรู้ได้แล้วว่ามันคืออ้อมกอดจากการปลอบใจ
ช่างอบอุ่นและนุ่มนวลจนทำให้ใจดวงน้อยสั่นไหว กลิ่นกายหอมๆ ในแบบผู้ชาย อ้อมกอดที่อบอุ่นและอ่อนโยนทำให้ใจสาวน้อยเตลิดขึ้นมา รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้รู้สึกไม่ปกติ หัวใจเต้นแรงแถมยังรู้สึกหวิวๆ ด้วย
กระแสความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดมาไม่เพียงแต่ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหว มันเป็นอ้อมกอดที่รับรู้ได้ว่าอบอุ่นและเป็นการกอดแบบปลอบใจแกมให้กำลังใจ
ดังนั้นมือบางจึงค่อยๆ สวมกอดตอบอย่างแผ่วเบา ก่อนจะซบหน้าลงที่อกแกร่งด้วยความรู้สึกหวามไหวระคนซึ้งใจ
‘ทำไมรู้สึกแปลกๆ อาจจะเพราะตกใจและซาบซึ้งแถมยังไม่เคยกอดกับผู้ชายล่ะมั้ง’
สาวน้อยคิดแบบนี้ทั้งที่อันที่จริงมันไม่ใช่อาการซาบซึ้งหรือตะลึงงันที่อยู่ๆ ก็ถูกกอดอย่างเดียว มันเป็นอาการตกหลุมรักด้วย!
ตกหลุมรักโดยไม่ทันตั้งตัว!
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เธอคนเดียวที่ได้รับทั้งความอบอุ่นและมีอาการสั่นไหวที่หัวใจ ทางฝ่ายคนกอดเองก็ด้วย...
“หยุดร้องแล้วกินยาเถอะ” ว่าแล้วก็ผลักเธอออกจากอ้อมกอดเบาๆ
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ว่าแล้วก็เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า จากนั้นทางชายหนุ่มก็รีบไปจัดยาให้เจ้าหล่อนด้วยหัวใจที่รู้สึกว้าวุ่นกว่าเดิมเสียอีก
‘เป็นคนใจดีจัง ไม่ใช่คนเลวร้ายเลยนี่นา อย่างน้อยเขาก็ไม่ใจร้ายกับเรา’ คิดในขณะที่จับผ้าชุบน้ำบนหน้าผากตนเองที่ชายหนุ่มเป็นคนวางไว้ พลันแตะมือลงไปที่บริเวณหัวใจ ซึ่งตอนนี้หัวใจของสาวน้อยก็ยังคงเต้นแรงอยู่
‘หยุดตื่นเต้นสักที’ บอกกับตัวเองเช่นนั้น แต่ว่าพอคิดถึงอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นเมื่อครู่ มันก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกเคอะเขินขึ้นมา
วันต่อมา
หญิงสาวยังไม่หายไข้แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก และหล่อนคาดว่าพรุ่งนี้ก็คงจะหาย จะได้ไปเรียนและทำงานได้ ส่วนสาเหตุที่เมื่อคืนไข้ขึ้นก็อาจจะเป็นเพราะเธออาบน้ำนานเกินไปง
สำหรับคนไม่สบายครึ่งชั่วโมงที่ลงไปแช่น้ำเย็นๆ ก็ถือว่านาน ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คงจะเป็นการที่จัสตินเปิดแอร์ในห้องเย็นเกินไป จนลืมคิดไปว่าคนที่นอนห้องเดียวกับเขากำลังป่วยอยู่
“เธอรู้สึกดีขึ้นหรือยัง” คนที่เพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินมาถาม เมื่อเห็นว่าหล่อนตื่นแล้ว
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ดีกว่าเมื่อคืน ขอบคุณนะคะ”
“อืม” ตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะเดินไปทำอาหารในครัว
หญิงสาวมองตามหลังเขาและยิ้มบางๆ จัสตินในตอนนี้กับในตอนแรกที่เธอเจอ ตอนที่เจอเขาวันแรกเธอกลัวมากเพราะว่าการทักทายของชายคนนี้มันช่างรุนแรงเหลือเกิน
เขามาดักลวนลามเธอในที่เปลี่ยวๆ ส่วนตอนเจอครั้งที่สองก็เล่นเอาหล่อนแทบช็อค เพราะมารู้ว่าได้ทำของสำคัญที่มีราคาแพงมากกว่าชีวิตของเธอเสียหาย และแตกกระจายอย่างไม่มีวันต่อกลับคืนให้มีรูปร่างสวยเหมือนเดิมได้
แต่ทว่าเขาในวันนี้กลับดูเป็นคนที่แม้จะดูเฉยชาในทุกเวลา ทว่าลึกๆ กลับดูเป็นคนใจดีและอบอุ่นมากๆ หญิงสาวสัมผัสได้จากการกระทำของเขาในเมื่อคืน
หญิงสาวได้แต่คิดและอมยิ้มไป ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่หล่อนคิดถึงเรื่องความใจดีของจัสติน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เขากำลังเดินมาทางนี้
“ไปล้างหน้าล้างตาไป จะได้กินอาหารเช้า”
“ค่ะๆ” ว่าแล้วก็หุบยิ้มลงทันที โดยที่ไม่รู้ว่า รอยยิ้มนี้ได้ทำให้คนที่ไล่ให้หล่อนไปอาบน้ำเกิดความรู้สึกหัวใจสั่นไหวอีกแล้ว
‘ยิ้มน่ารักจัง’ คิดเช่นนั้นในใจ
‘แต่ทำไมใจฉันต้องเต้นแรงด้วย ยัยตัวอันตรายนี่สร้างความสับสนอีกแล้ว’ ต่อว่ายัยตัวอันตรายในใจ
อยากจะรู้เหลือเกินว่าทำไมตัวเองถึงต้องเกิดอาการประหลาดแบบนี้กับผู้หญิงคนนี้คนเดียว แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้
ซึ่งจัสตินก็ได้คิดไว้แล้วว่าบางทีเขาคงต้องให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์และหาคำตอบ เพราะนี่มันคือเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บหรือปรากฏการณ์แปลกประหลาดแต่อย่างใด
เมื่อยังหาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้ ก็คงต้องขอให้เวลาเป็นตัวช่วยก็แล้วกัน...
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ คนป่วยที่อาการดีขึ้นมากก็มาดูพ่อครัวทำอาหารเช้า เผื่อจะได้ช่วยเขาหยิบจับอะไรได้บ้าง จะรอกินอย่างเดียวก็เกรงใจ
“มายืนทำอะไรตรงนี้ ไปรอกินเถอะไป เดี๋ยวก็เป็นลมเอาหรอก” เจ้าของห้องที่ตอนนี้กำลังทำหน้าที่พ่อครัวเอ่ยปากไล่คนที่มายืนหน้านิ่งอยู่ข้างๆ
“ฉันดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ คุณมีอะไรให้ฉันช่วยหยิบจับมั้ย ถ้าช่วยได้ฉันก็อยากช่วย” ถามเขาด้วยสีหน้าซื่อๆ
“ไม่มี ไปนั่งรอเถอะ” ตอบด้วยท่าทีนิ่งๆ เหมือนทุกครั้ง
“ก็ได้ค่ะ” ว่าแล้วก็เดินคอตกไปนั่งที่โต๊ะทานอาหาร
ทางด้านพ่อครัวหน้านิ่งพอเห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ เขารู้สึกขำๆ กับท่าทางของเธอ
คนป่วยส่วนใหญ่ก็มีแต่ขี้อ้อนกับขี้เกียจกันเท่านั้น เห็นทีจะมีเธอคนนี้คนเดียวที่ยังขยันทั้งที่ป่วย
จัสตินได้แต่ส่ายหัวไปมาแล้วยิ้มอยู่คนเดียว เพราะความแปลกของเจ้าหล่อนทำให้เขาอยู่นิ่งๆ ไม่ได้จริงๆ แต่ในขณะที่กำลังทอดไส้กรอก
“โอ๊ย!”
เพราะความผิดพลาดทางเทคนิค น้ำมันจึงกระเด็นใส่บริเวณหลังมือเขา
“เป็นอะไรคะ” แม่คนป่วยเดินเข้ามาถาม ก่อนจะตกใจเมื่อรู้ว่าเขาถูกน้ำมันลวก
“หยุดก่อนนะคะ ประคบเย็นก่อนแผลจะได้ไม่อักเสบ”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง” พูดไปทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บมาก
หญิงสาวไม่สนใจ เธอปิดแก๊ส ก่อนที่จะพาร่างสูงไปนั่งที่โต๊ะทานอาหารอย่างบังคับ
ทางคนตัวใหญ่เองก็จำต้องทำตามใจหล่อน เพราะจริงๆ แล้วก็รู้สึกเจ็บมากเช่นกัน
ใช้เวลาหาของไม่ถึง 2 นาที หล่อนก็เดินกลับมา
“ไปล้างน้ำก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็จูงกึ่งลากเขามาที่อ่างล้างจานพร้อมกับลงมือล้างมือให้เขาอย่างอ่อนโยน
การกระทำของเธออยู่ในสายตาเขาทุกอย่าง มือนุ่มๆ ที่บรรจงล้างมือให้เขา แววตาอ่อนโยนระคนกังวนที่มองมาที่แผล ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวาบหวามอีกแล้ว
มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน ทั้งที่ก็ถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงมามาก แต่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเคยทำให้มีความรู้สึกแปลกใหม่แบบนี้เลย
ทั้งที่นอนด้วยกัน ร่วมรักร่วมสวาทด้วยกันทั้งคืน พวกหล่อนเหล่านั้นยังไม่เคยทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ แตกต่างกับเธอที่แค่เพียงจับมือ มองตาและยิ้มให้ ความรู้สึกประหลาดๆ มันก็เกิดขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องลึกซึ้งหรือหลับนอนด้วยกัน
“โชคดีนะคะที่แผลไม่ใหญ่และโดนที่หลังมือ ถ้าโดนที่หน้ามือนี่ปัญหาใหญ่เลยนะ” ว่าแล้วก็ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดมือให้เขาอย่างนุ่มนวล
การกระทำอันอ่อนโยนของคนตรงหน้าไม่ได้เพียงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวาบหวามและใจสั่นอย่างเดียว มันยังทำให้เขาคิดถึงพ่อแม่และพี่สาวด้วย
ตอนที่ยังเด็กๆ เวลาเขาเจ็บไข้ได้ป่วยและเจ็บตัวทีไรก็มีแต่พ่อแม่และพี่สาวที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่พอโตขึ้นมาแล้วได้ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกบ้าน เวลาไม่สบายหรือบาดเจ็บเขาก็ต้องไปให้หมอรักษาหรือไม่ก็ต้องดูแลตัวเองตลอด
ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้รับความดูแลอย่างอ่อนโยนจากคนนอกครอบครัว ซ้ำยังพ่วงด้วยตำแหน่งลูกหนี้สิบห้าล้านบาท
“ไปประคบเย็นกันค่ะ”
เดินจูงมือพาเขาไปนั่งที่โต๊ะเช่นเดิม ก่อนจะเริ่มลงมือนำน้ำแข็งก้อนไปห่อไว้ในผ้าขนหนูผืนเล็ก และค่อยๆ กดเบาๆ ที่แผล
“เจ็บมั้ยค่ะ”
“นิดหน่อย” ตอบในขณะที่ลอบมองหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าหล่อนไปด้วย
ผู้หญิงคนนี้เป็นคนปากนิดจมูกหน่อย แต่ดวงตาสีดำสนิทนั้นสวยหวานมาก ดังนั้นจะเรียกว่าน่ารักหรือสวยก็ได้ แต่สำหรับจัสตินแล้ว เขาคิดว่าหน้าตาของหล่อนนั้นออกไปทางน่ารักมากกว่า ในขณะที่แก๊งเพื่อนของเขามองว่าเธอสวย
“มือเธอสากจัง” คนมือนุ่มอดพูดขึ้นไม่ได้ เพราะพอได้สัมผัสมือน้อยๆ นี้ เขาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอย่างเดียว ซ้ำยังรู้สึกได้ถึงความสากของมัน
“คงจะเป็นเพราะฉันทั้งทำงานทั้งเรียนน่ะค่ะ มันเลยไม่นุ่มนิ่มเหมือนมือคุณ” ตอบพร้อมรอยยิ้มสวยๆ ทำเอาใจจัสตินไม่ดีอีกตามเคย
หน้านิ่งๆ ของผู้หญิงคนนี้ทำไมเวลามีรอยยิ้มขึ้นมามันถึงได้สวย และทำให้รู้สึกว่าสิ่งรอบข้างสดใสขึ้นมา
ปกติจิรัชญาไม่ใช่คนหน้านิ่งเหมือนที่คนอื่นๆ ที่ไม่สนิทกับเธอคิด เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้สนิทหรือเป็นคนที่เธอมีความรู้สึกดีๆ ด้วย จึงได้เห็นเธอแต่ในมุมนิ่งๆ ขรึมๆ แต่ถ้าหากได้สนิทหรือคุยกับเธอเยอะขึ้น ก็จะรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงที่ดูสุขุมนุ่มลึกคนนี้ ถึงจะพูดน้อยแต่ก็ยิ้มเก่งมาก
และนี่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่าหล่อนเริ่มมีความรู้สึกดีๆ กับเขาแล้ว คงเป็นเพราะความอบอุ่นและใจดีที่ผู้ชายตรงหน้ามอบให้
“ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ทานยานะคะ ฉันมีอยู่ เดี๋ยวเอามาให้”
“เธอก็กินด้วยนะ แผลยังไม่หายเลย” พอเห็นรอยแผลที่มือเรียวสวยก็พูดขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันหายเจ็บแล้ว แค่มันยังมีรอยแผลอยู่”
“อ๋อ... ถ้าอย่างนั้นฉันไปทำอาหารต่อนะ”
“ไม่...”
“ไม่ต้องเถียง หน้าเธอยังซีดอยู่ อยู่เฉยๆ แล้วรอกินก็พอ”
พูดดักคออีกครั้งก่อนจะเดินหันหลังไป และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มันเป็นรอยยิ้มที่ถ้าจิรัชญารวมถึงสาวๆ ทุกคนเห็นต้องใจละลายกันอย่างแน่นอน เป็นรอยยิ้มที่จัสตินไม่เคยยิ้มให้ใคร เพราะมันคือรอยยิ้มที่เกิดจากความรักโดยที่ชายหนุ่มก็ไม่รู้ตัว...
“ขัดตลอด” คนอยากช่วยบ่นตามหลังด้วยความขัดใจ ทางด้านคนทำอาหารก็ทำไปทั้งรอยยิ้ม
‘ยิ้มบ้าอะไรวะเนี่ย’ มารู้ตัวอีกก็เผลอยิ้มไปเสียนาน
